เครือข่ายค้าน'พาราควอต'ร้องนายกฯเลิกใช้ยาอันตราย

13:12 5 มิถุนายน 2561 13
เครือข่ายแบน"พาราควอต"ยื่นหนังสื่อต่อนายฯ ให้ทบทวนยกเลิกใช้สารอันตราย เหตุกระทบสุขภาพเกษตรกร-ผู้บริโภค

วันนี้(5 มิ.ย.61) เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร กว่า 150 คน นัดรวมตัวกันที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(ฝั่งก.พ.) เพื่อยื่นแถลงการณ์ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของประเทศ

 

โดยนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มารับหนังสือ ซึ่งเครือข่ายฯมองว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ไม่แบนการใช้สารพาราวควอต และสารคลอร์ไพริฟอสนั้นจะทำให้เกิดอันตราย และอาจจะกระทบต่อสุขภาพแก่พี่น้องชาวเกษตรกร ผู้บริโภค รวมถึงกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ทั้งนี้ เครือข่ายได้ยื่น 3 ข้อ คือ ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติ และพิจารณายกเลิกพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือน ธ.ค. 2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอไว้ โดยกระบวนการพิจารณาข้อมูลและลงมติต้องไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วม ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการศึกษาหาวิธีการทดแทน ตามมติการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านก่อนจะมีการยกเลิกใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในช่วงปี 2562 หากพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของการเกษตร จะต้องเสนอให้กระทรวงการคลัง ศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง มาเยียวยาผลกระทบให้เกษตรที่ปรับเปลี่ยนวิธีจัดการวัชพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เวลาพูดคุยกับทางเครือข่ายและรับข้อเสนอ พร้อมรายชื่อประชาชน 11,000 รายชื่อ ที่ไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่าเตรียมตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อมาทบทวนมติ ภายใน 60 วัน โดยให้เครือข่าย่ฯส่งตัวแทนเข้าร่วมหารือ รวมถึงให้เครือข่ายเตรียมหลักฐานเอกสาร ที่อ้างว่า คณะกรรมการวัตถุอันราย มีผลประโยชน์ทับซ้อน จำนวน 3 ราย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทุกปัญหา และมีแนวทางเลือกสุขภาพเป็นหลัก จึงส่งตนเองมารับข้อเสนอ